(หน้าที่67) [EGoT] Prelude : The Sky Cells

posted on 21 Jul 2013 00:32 by camelion directory Fiction

 

 

 

 

 

 

 

 

Prelude

 

The Sky Cells

 

 

 

ปราสาทเอียริสง่างามและสูงส่ง สมชื่อรังแห่งอินทรี อยู่สูงเทียมฟ้าจนคิดว่าจะเอื้อมมือถึงดวงจันทร์และดวงตะวันได้ แม้จะสงบเงียบ มีคนเพียงน้อยนิด แต่ก็ร่มรื่นด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาชนิด งดงามด้วยศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม หอคอยสูงที่บางคราก็ดูเลืองลางในสายหมอก และแสงไฟสีทองจากเทียนหอมชั้นดี ราวกับภาพฝัน...


แต่มีสถานที่แห่งหนึ่งในปราสาทเอียริที่ไม่มีใครอยากเข้าไปใกล้ มีเพียงทหารยามบางคนที่ต้องไปทำงานเฝ้ายาม และพัศดีเพียงหนึ่งคนที่ทำงานประจำ

 

คุกอากาศ...


มันเป็นคุกที่ไม่มีแห่งใดเหมือน เมื่อก้าวเข้าไปจะเจอทางเดินที่มีประตูหนาใหญ่อยู่เรียงราย ราวกับรวงผึ้ง ด้านหลังประตูคือห้องขัง ที่เปิดโล่งไร้กำแพง มองเห็นทิวเขาเขียวขจีที่ปกคลุมด้วยสายหมอก ท้องฟ้าโปร่งกว้าง และผาสูงลิบจนมองไม่เห็นพื้นข้างล่าง ผู้ตกลงไปล้วนมีจุดจบที่เหมือนกันอย่างไม่ต้องสงสัย


เหมือนคำประชดเสียดสี อิสรภาพที่อยู่ข้างหน้า ไร้กรงขัง ไร้กำแพง แต่ก้าวเท้าออกไปไม่ได้ เพราะพระวิเทศี ตัวแทนแห่งความตายได้อ้าแขนรอให้ตกลงไปสู่อ้อมกอดของพระองค์


ยามมีคนตกลงไป ปีกสีเข้มของนกแร้งตัวใหญ่จะกางออกแล้วบินลงไปตาม เมื่อร้องกรีดร้องของคนชะตาขาดกลืนหายในสายหมอกเบื้องล่าง นักโทษที่เหลือจะส่งเสียงกันจอแจ


บ้างก็ร้องไห้คร่ำครวญขอให้ปล่อยตนออกไป และร้องวิงวอนขอให้พระวิเทศีไม่เลือกตัวเองเป็นรายต่อไป บ้างก็หัวเราะขำและดีใจที่ตัวเองยังไม่ร่วง หรือยินดีที่คนนั้นได้ออกไปสู่อิสระจริงๆ ได้เป็นอิสระจากโลกอันโหดร้ายนี้เสียที


นักโทษในคุกนี้ ถ้าโชคดีโดนขังไม่นาน อย่างมากก็แค่ฝันร้ายถึงฟ้าเปิดโล่งไร้ที่ยึดเกาะที่ป้องกัน พื้นที่ลาดเอียงน้อยๆที่จะลื่นตกลงไปถ้าไม่ระวัง สายลมหนาวที่พัดกระโชก เสียงลมโหยหวนสะท้อนก้องไปมา และผาสูงที่ดูเหมือนจะตกลงไปอย่างไม่สิ้นสุด


แต่บางคนที่โดนกักขังนานๆ โดยมากจะประสาทเสียและเป็นบ้าไป ทั้งสภาพแววดล้อมที่กดดัน หนีไม่ได้แม้จะไม่มีกรงขัง เงาดำของปีกนกแร้งที่บินผ่านและดวงตาของมันที่จ้องมองอย่างอดทนรอ จะบ้ามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจของแต่ละคน แต่มีน้อยรายที่จะตั้งสติมั่นไม่ไหวหวั่นกับสภาพแวดล้อม


"คนที่อยู่ที่คุกอากาศน่ะ เพี้ยนกันหมดทั้งนั้น" ใครสักคนเคยพูดไว้ ดูจะจริง เพราะนอกจากนักโทษแล้ว ตัวผู้คุมก็ดูไม่ค่อยปกติ พัศดีคนก่อนๆดูปกติกัน แต่สำหรับอดัม พัศดีคนปัจจุบันทุกคนต่างมองว่าเขาแปลกๆ


อดัมเป็นชายหนุ่มที่หน้าดาดี ตัวสูงและแข็งแรง แม้จะมีรอยแผลเป็นพาดบนใบหน้า แต่มันไม่ได้ทำให้ใบหน้านั้นดูน่ากลัวเลย แต่สิ่งที่ทำให้ใครต่อใครไม่กล้าเข้าใกล้ คือพฤติกรรมแปลกๆ ที่ชอบพูดคุยกับสัตว์ ชอบออกไปนั่งห้อยขาริมผาหรือขอบคุกโดยบอกว่ากำลังฟังสายลม ไหนจะชอบหัวเราะอย่างไม่มีสาเหตุ หรือหัวเราะชอบใจเวลาเห็นใครร่วงลงไป

แม้จะยิ้มแย้มเสมอและชอบหัวเราะร่าเริง แต่มันช่างเป็นรอยยิ้มที่ว่างเปล่าจนรูปปั้นบางรูปยังยิ้มได้มีชีวิตกว่า เสียงหัวเราะรื่นเริงนั่นฟังดูไร้หัวใจ ไร้ความรู้สึกและเย้ยหยัน ดวงตาของอดัมก็ดูขนลุกเย็นชาเหมือนดวงตาของงู..ดูไร้ความสดใส มีแต่ความเยือกเย็น


แต่ในบางครั้ง...แค่น้อยครั้ง ที่สายตาสีน้ำตาลทองจะทอดมองยาวไปไกล ด้วยสีหน้าสงบขรึมไร้รอยยิ้ม



นี่คือคุกอากาศ สถานที่กักขังนักโทษที่ไม่เหมือนใคร เงาดำที่อยู่เบื้องหลังความสง่างามของปราสาทเอียริ


...........

 

ท้องฟ้าได้มืดสนิทแล้ว และเมฆดำก้อนใหญ่กำลังเคลื่อนตัวมา บอกว่าหิมะที่ยังหลงเหลืออาจจะตกลงมา หรือสายฝนที่เย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็งอาจจะโปรยตัวในอีกไม่ช้า  


"เซอร์โอเวน...เมฆดำลอยมาแล้ว..." เด็กรับใช้กล่าวเบาๆ โอเวนทำเพียงพยักหน้ารับ แต่ยังเดินหน้าต่อ เขายังคงมองตรงไปข้างหน้า มีเพียงเหยี่ยวของเขาที่เกาะบนไหล่เงยหน้ามองท้องฟ้า

"เจ้ารอข้าอยู่แถวนี้ก็ได้...ข้าไปไม่นาน"

"มิได้ ท่านเซอร์ ข้ามีหน้าที่รับใช้ท่าน"

"เจ้าไม่ชอบไปที่คุกอากาศ.." โอเวนรู้สึกได้ว่าเสียงฝีเท้าที่เดินตามหลังเงียบไปอึดใจ แล้วดังขึ้นใหม่เหมือนรีบเร่งฝีเท้าก้าวตาม

"มิได้! ข้า.."


"งั้นข้าขอสั่งให้เจ้ารออยู่แถวนี้...และถ้าฝนตกหิมะลงก็รีบเข้าไปตามข้าเสีย" อัศวินเกราะดำหันมองเด็กรับใช้ เด็กชายดูลังเลเล็กน้อยก่อนจะโค้งรับ

"รับทราบ ท่านเซอร์" โอเวนรู้สึกเลยว่าอีกคนดูโล่งอก ถึงจะจริงจังและขยันทำหน้าในหน้าที่ แต่ก็ไม่อยากจะเข้าใกล้สถานที่แห่งนั้นอยู่ดี อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็ยังเด็ก


"แต่ข้าไม่ได้กลัวคุกอากาศนะครับ ท่านเซอร์ รวมถึงไอ้พะ...พัศดีด้วย" เด็กชายกัดปากตัวเองนิด เขาเกือบหลุดเรียกผู้คุมคุกว่า'ไอ้เพี้ยน' แถมต่อหน้าคนที่ชุบเลี้ยงพัศดีเสียด้วย


"อืม..." ก็เหมือนทุกทีที่โอเวนจะรับคำแค่สั้นๆ นั่นแปลว่าไม่ได้คิดอะไร โอเวนไม่พูดมาก และมีใบหน้าท่าทีที่นิ่งเฉย แต่เดาใจได้ไม่ยาก ถึงแม้ดวงตาสีเขียวของเขาจะนิ่งสงบแต่มันยังมีประกายของความรู้สึกและชีวิต


โอเวนยกมือลูบหัวเด็กรับใช้ของตนเบาๆ เขาไม่ต้องการให้เด็กชายคิดมากอะไร

ใครจะชอบการอยู่นานๆกับคนบ้ากัน ขนาดพวกทหารยังไม่ค่อยอยากไปสักเท่าไหร่เลย เขาควรพูดประโยคนี้ออกไป อย่างน้อยๆอีกฝ่ายจะได้เข้าใจว่าเขาไม่ได้คิดว่าเด็กชายใจเสาะหรืออ่อนแอ หรือเป็นแค่เด็ก

แต่ที่เขาพูดก็มีเพียงแค่..


"ข้าจะรีบไปแล้วรีบมา..."  โอเวนส่งเหยี่ยวของเขาให้เด็กชายรับ แล้วหันกลับไปเดินต่อทันที  บางทีโอเวนก็เบื่อนิสัยปากหนักของตัวเอง แต่พอจะอ้าปากพูดไปก็ไม่มีเสียงใดออกจากคอ แต่เรื่องบางเรื่องกลับปากกล้าจะพูด เป็นนิสัยที่น่ารำคาญ...  


โอเวนหันมองเด็กรับใช้อีกครั้ง ดาร์กไนท์ชะเง้อคอมองตามเขา แต่ไม่ได้ตามมาเพราะคำสั่ง แม้แต่เหยี่ยวของเขาก็ไม่ชอบสถานที่นั้น...ไปทีไรก็แทบจะตีกับโดโลเรส นกแร้งของอดัมทุกที ไม่ก็ไล่จิกอดัมทุกทีที่เขาเผลอ


เหมือนมันสัมผัสอะไรบางอย่างได้ แต่บอกเขาไม่ได้


........


อดัมไม่ค่อยใช้เทียนจุดไฟ แต่ชอบก่อกองไฟมากกว่า โอเวนเคยถามเหตุผล ชายหนุ่มแค่หัวเราะแล้วบอกว่าเทียนมันแพง กิ่งไม้แห้งและฟืนมีถมไป และกองไฟมันอุ่นกว่าและสว่างกว่าแสงเทียน  ดังนั้นคบไฟจึงถูกจุดในคุก โอเวนชอบแสงอันอ่อนโยนนวลเนียนของแสงเทียน แต่ก็ไม่รังเกียจแสงเจิดจ้าของกองไฟ


เพียงแต่ เขารู้สึกว่าแสงและเงาที่ทอดลงบนกำแพงหิน เต้นเร่าขยับไปตามเปลวไฟที่ประทุ ดูราวกับมีชีวิต ดูเหมือนปีศาจเงากำลังขยับเต้นรำกันไปตามทำนองของลม ผสานกับเสียงร้องเสียงงึมงัมของเหล่านักโทษที่สติแตกไปแล้ว


โอเวนรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในฝันร้ายของใครสักคน


อัศวินสีดำเดินตรงไปยังประตูบานใหญ่บานหนึ่ง ได้ยินเสียงงึมงัมสวดมนต์สลับกับเสียงด่าทอสาปแช่ง คนๆนั้นยังอยู่....


"ไม่ร่วงตกลงไปซะที" เสียงที่ฟังดูสบายๆดังขึ้น โอเวนหันหน้าไปตามเสียง อยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน...


อดัมนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ต่อเองแบบหยาบๆ เขากอดอกจ้องมองเปลวไฟในคบเพลิงตรงหน้า ไม่ได้หันมามองโอเวนแม้แต่น้อย เป็นอากัปกิริยาที่โอเวนเห็นบ่อย

ชายหนุ่มชอบนั่งมองกองไฟเหมือนอยู่ในภวังค์ ดวงตาสีน้ำตาลทองดูเหมือนจะแปรเป็นสีทอง เช่นกันกับผมสีน้ำตาลแดงที่สะท้อนแสงไฟแล้วดูแดงเจิดจ้ามากขึ้น สีสันของอดัมเหมือนจะเปลี่ยนไปยามโดนแสงของเปลวไฟ


"...ข้าไม่เห็นเจ้า..”

"โอ้ อย่าได้กังวล ท่านอยู่ในสายตาข้าเสมอทั้งยามตื่นและยามฝัน” อดัมหัวเราะพลางมองโอเวน สีหน้าพัศดีหนุ่มดูสนุกสนานที่ได้เห็นคิ้วที่ดำขมวดน้อยๆ


โอเวนไม่ได้ต่อปากต่อคำต่อ เขาหันจ้องบนประตูก่อนจะก้าวเท้าถอยออก แล้วหันมองอีกคนที่ยังจ้องเปลวไฟ


“...เจ้าเห็นอะไร?”

“หา?” อดัมเงยหน้ามองเขา สีหน้าดูงุนงงชั่วขณะก่อนจะหัวเราะ “ข้าจะเห็นอะไรนอกจากเปลวไฟที่กำลังลุกและฟืนที่กำลังไหม้”


“...ไม่รู้ ข้าเห็นเจ้าชอบจะจ้องมองกองไฟ” โอเวนกอดอก พูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆเอื่อยๆ

อดัมยักไหล่ “ข้ารู้สึกว่ามันผ่อนคลาย ท่านเซอร์ งานข้ามันค่อนข้างเครียดนะ” ชายหนุ่มผู้มีรอยแผลเป็นบนใบหน้าหัวเราะ “ท่านไม่รู้สึกว่ามันผ่อนคลายดีหรือ?”


“ไม่...” โอเวนส่ายหน้าช้าๆ “ถ้าอยากจะผ่อนคลาย..ข้าคิดว่าจ้องแสงเทียน หรือมองดวงจันทร์ดวงดาวยังดีกว่า” เขามองเงาที่ขยับไหววูบไปมาบนพื้นและกำแพง ยิ่งมีเงาของนกแร้งโดโลเรสที่กำลังฉีกทรึ้งเนื้ออะไรบางอย่าง อาจจะกระต่าย...อยู่บนพื้น มันยิ่งดูมีเงาขยับไปมามากขึ้น


“ทำไมกันนะ” อดัมหัวเราะแล้วนั่งกอดเข่าจ้องโอเวน ความเงียบโรยตัวลง ได้ยินเพียงเสียงผืนโดนไฟเผาประทุ และเสียงของนักโทษดังแว่วมาจากหลังประตู โอเวนขยับตัวหันจะออกไป

“ไม่ถามข้าเหรอ? ว่าความปรารถนาของข้าคืออะไร” ชายหนุ่มพูดขึ้น อัศวินชะงักเท้าหันกลับมามอง นั่นสิ..ทำไมถึงไม่ถามนะ


“ข้าอยากได้มังกร....” อดัมพูดโดยไม่รอคำถาม เขาหัวเราะแล้วกางแขนออก

"คิดดูสิ! มังกร! ไม่มีใครสู้ได้ ปีกที่โบยบินไปบนฟ้า และ..เปลวไฟ” ดวงตาสีทองดูเหม่อลอย ราวกับกำลังล่องลอยไปยังที่ที่ไกลแสนไกล อดัมเอียงคอน้อยๆ เหมือนกำลังเงี่ยหูฟัง เสียงกระพืบปีกของมังกรที่แว่วมาตามลม


โอเวนมองแล้วส่ายหน้าเบาๆ


“มังกรไม่ใช่สัตว์ที่ใครจะคุมได้ ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะครอบครอง และมังกรได้หายไปนานแล้ว...อดัม”


“ไม่” โอเวนขมวดคิ้วกับคำรับของอีกคน อดัมมองตรงมาทางเขาด้วยสายตาที่ดูแวววาว “มังกรมันน่าจะยังมีอยู่สิ ที่ไหนสักแห่ง..ข้าเฝ้าฝันอยากได้...” เสียงของอดัมหายไป สายตาของชายหนุ่มเหม่อจ้องมองพื้นหิน


สติเจ้าลอยไปที่แห่งใดอีกแล้ว...โอเวนสงสัย แต่ไม่คิดจะเอ่ยถาม เขาถอนหายใจพลางส่ายหน้าแล้วเดินเข้าไปประชิด ก้มลงเขย่าไหล่อีกคนเบาๆ


โอเวนยังจำได้ดี ในวันแรกที่พบกันอดัมยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยสิบแปดที่แขนยังเรียวเล็ก ตอนนี้แขนของเด็กในวันนั้นแข็งแรงและกำยำ โตขึ้นมาก..มากจริงๆ แต่ก็แค่ตัว

ข้างในยังคงเหมือนเดิม ยังคงเป็นเด็กที่ลึกลับ ดูไม่เข้าใจและเหมือนอยู่ไกลแสนไกลแม้จะยืนข้างๆกัน


โอเวนไม่เคยเข้าใจอดัมเลย คือเขาจะโง่จริงๆเหมือนเช่นที่พี่สาวเคยบอก


อดัมสะดุ้งเล็กน้อยแล้วเงยหน้ามองคนที่ปลุกตน เขาหัวเราะเบาๆแล้วเอื้อมมือไปกุมมือที่จับไหล่ โอเวนขืนตัวขึ้นนิดแต่ไม่ได้ดึงมือออก ถึงจะใส่เกราะมือเอาไว้ แต่โอเวนเหมือนจะรู้สึกได้ถึงมือหนาใหญ่ที่ลูบหลังมือตนเบาๆ


“แต่ก็นะ...ยังมีอีกสิ่งที่ข้าปรารถนา..” อดัมพูดเสียงแผ่วเบา แววตาของชายหนุ่มยิ่งดูเหมือนงูจ้องเหยื่อมากขึ้น อันตรายแต่มีบางสิ่งที่ทำให้ละสายตาออกไม่ได้ เหมือนถูกสะกดเอาไว้


“มันดูจะหาได้ไม่ยากเหมือนมังกร...” ดวงตาสีน้ำตาลทองยังคงจ้องโอเวนไว้ ถ้าโอเวนไม่ได้เข้าใจผิด มันมีความอยากกระหายอะไรบางอย่างที่กำลังเต้นเร่าในดวงตาคู่นั้น มือหนาค่อยๆลูบขึ้นไปตามเกราะแขนที่แข็งและเย็นเฉียบแบบลองเชิง

พอเห็นว่าอีกคนยังนิ่ง ก็เริ่มย่ามใจ พัศดีหนุ่มดึงอัศวินสีดำให้เข้าใกล้ตนอีกนิดอย่างนุ่มนวล โอเวนยังคงเฉยและสงบนิ่ง แม้อีกคนจะยกแขนโอบเอวตนแบบถือดีอาจหาญ


“รู้ไหม...ตั้งแต่เด็กแล้ว ข้าอยากเลี้ยงนก เอ๊ะ ตอนนี้ข้ามีโดโลเรสคนสวยของข้าแล้วนี่นะ” หัวเราะเบาๆ โอเวนปรายตามองไปดูนกแร้ง และเห็นโดโลเรสกำลังควักลูกตาของกระต่ายออกมา มันงับดึงให้เส้นเลือดเส้นเอ็นของลูกตาขาดแล้วกลืนลงคอ เขาหลับลง ไม่เชิงสะอิดสะเอียน แต่ก็ไม่ใช่ภาพน่าดูอะไร


อดัมมองท่าทีของโอเวนแล้วอดไม่ได้จะหัวเราะ ไม่ใช่เสียงหัวเราะร่าเริง แต่เป็นเสียงหัวเราะนุ่มๆที่ฟังแปลกหู ซึ่งฟังแล้วรู้สึกใจคอไม่ดียิ่งกว่ายามอดัมหัวเราะรัวๆอย่างสดใสไร้สติ


“ข้าอยากได้นกเหยี่ยวนะ...เอ๊ะๆ ไม่ใช่เหยี่ยวตัวเล็กๆหรอกนะ ข้าอยากได้เหยี่ยวตัวใหญ่ๆ..” เขาเงยหน้าจ้องโอเวน สบดวงตาสีเขียวของคนในวงแขน สีเขียวที่เหลือบสีเหลือง และในบางมุมก็มีน้ำเงินเข้มจางๆในเงาสีเขียว เหมือนมรกตที่มีแสงเงาสะท้อนแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามแสงสว่างและความมืด


“เหยี่ยวสีดำ..ที่เหมือนราวกับเงาดำจากท้องฟ้า...” มือหนาค่อยๆลูบผ้าคลุมเบาๆ รู้สึกวางใจเล็กน้อยที่อีกคนไม่ดิ้น ไม่ดันตัวออกจากวงแขน แค่หรี่ตาลงเล็กน้อย


ใช่ ประเมินอยู่สินะ ว่าการเคลื่อนไหวครั้งต่อไปจะเป็นอะไร  และคิดว่าจะคุมสถานการณ์ได้  หรือที่ยอมปล่อยตัวไปบ้างก็แค่ความใจดีเล็กน้อยที่โรยให้แค่เศษขนมปัง แต่ไม่ได้ให้ขนมปังซิ้นใหญ่


"แต่...ยังไม่ใช่ตอนนี้..ต้องรอเวลาก่อน ต้องรอไปก่อน" อดัมแนบแก้มตนลงบนเกราะส่วนท้องของโอเวน เย็นชาและแข็งกระด้าง อัศวินดำยังนิ่งเฉยไม่ขยับตัว บางทีเขาก็คิดว่าอีกฝ่ายทำตัวเหมือนเด็ก แต่นี่ไม่ใช่เด็ก... การกระทำของคนนี้ไม่ใช่การกระทำไร้เดียงสา


"จะเหยี่ยว...หรือมังกร ข้าก็ไม่คิดว่าเจ้าจะหาได้หรอก..." โอเวนพูดเรียบๆแล้วแกะวงแขนที่กอดเอวตนออก

"มังกรอาจจะใช่...แต่เหยี่ยวตัวที่ข้าหมายตาน่ะ แค่รอเวลาอีกนิดก็พอ" พัศดีหนุ่มหัวเราะเสียงใสพลางกอดเอวโอเวนแน่นขึ้น


"เพราะเจ้านกตัวนั้นช่างซื่อบื้อไร้เดียงสา...ความไร้เดียงสาบางทีก็น่าเป็นห่วงพอๆกับความโง่นะ

เพราะมันคือความไม่รู้ แต่...หัวใจที่ไร้เดียงสานั่นก็ใช่จะเป็นสีขาว" นิ้วเรียวใหญ่ค่อยๆไล้ขึ้นไปตามเกราะ ไล้ผ่านรอยต่อและลวดลาย แล้วหยุดลงที่ตำแหน่งหัวใจของโอเวน

"มันเหมือนรูปปั้นหินอ่อนสีขาวที่มีรอยแตกลึกอยู่ข้างใน และรอยแตกแยกลึกนั้นเป็นสีดำ"

มือแกร่งจับมือเจ้าคนใจกล้า ไม่มีคำพูดอะไรนอกจากแรงมือที่บีบข้อมืออีกคนแน่น และไม่มีเสียงร้องใดๆหลุดจากปากอดัม เขายังคงยิ้ม แม้ในใจกำลังโวยวายเสียงหลงเพราะความเจ็บ


"ข้าไม่ใช่นกซื่อบื้อไร้เดียงสาที่เจ้าว่า...และไม่ใช่นกตัวที่เจ้าหมายตา.."

"แปลว่า...ท่านอยากให้ข้าไปหมายตานกตัวอื่น" เขาหัวเราะก่อนจะรีบกัดปากตัวเอง ข้อมือโดนบีบหักหรือยังน่ะ..อดัมหายใจเข้าลึกๆ เจ็บชะมัด... ชายผมน้ำตาลก้มมองพื้น หน้าซีดเพราะเจ็บแต่กลับระบายรอยยิ้มออกมา สนุกจัง....


"จะข้า..หรือใคร.. ก็อย่าได้บังอาจ...อย่าลืมว่าข้าจับตาดูเจ้าอยู่..." โอเวนปล่อยมืออดัมแล้วแกะแขนที่โอบเอวออกอย่างไม่ใยดี

"ไม่ต่อยข้าหรือ...นี่ จะเหยียบข้าก็ได้นะ" เสียงเด็กหนุ่มตะโกนไล่หลังมา แล้วหัวเราะเสียงดังชอบใจ แต่ชายผมดำไม่สนใจจะหันกลับไปมอง เขาสนเพียงจะออกไปจากที่นี่


บางที โอเวนก็คิดว่าการยอมให้อดัมตามตัวเองมามันอาจจะเป็นการคิดผิด เขารู้เพียงเด็กคนนี้มีอะไรแปลกๆที่ไม่น่าไว้ใจ ควรจะจับตาดูไว้ และรู้สึกว่าเด็กคนนี้ไม่มีใคร ถ้าช่วยได้ก็ควรช่วยไป


แต่ในตอนนี้ โอเวนยิ่งรู้สึกว่าคนที่โดนจับตานั้นเป็นตนเอง

มันเหมือนการเล่นกับไฟ ถ้ารู้จักวิธีเล่น เปลวไฟจะสามารถเป็นประโยชน์แก่เขาได้ แต่ถ้าพลาด ก็มีแต่จะโดนเผา ต้องรู้จักวิธีและรู้จักจังหวะ...ในตอนนี้ ทั้งสองต่างทำเพียงลองเชิงกัน ว่าใครจะได้เป็นผู้คุมเกม


จริงที่เขาไม่ชอบการจับมือถือแขนหรือ โอบกอดที่อดัมทำ แต่ก็ไม่ได้รังเกียจอะไร หรือมันกลายเป็นความเคยชินไปแล้วนะ


อัศวินสีดำได้เดินออกไปไกลจากคุกอากาศแล้ว เขาเหลียวมองสถานที่แห่งนั้นอีกครั้ง เหล่านักโทษยังคงคร่ำครวญและร่ำร้อง อดัมยังคงจ้องลึกเข้าไปในเปลวไฟ เจ้านกแร้งโดโลเรสยังคงยินเคียงข้างเจ้านายอย่างเงียบงัน  และเหล่าเงาทั้งหลายยังคงเริงระบำไปในราตรีที่มืดมิด


จนกว่าอรุณรุ่งจะมาถึง....


 
----------
 
 
 
 
นี่ไม่ใช่การส่งอีเว้นท์ แต่มันคือบทเปิดม่านโหมโรง ก่อนจะเข้าสู่เนื้อเรื่องจริง
 
 
/จริงๆคือยังเขียนอีเว้นท์ไม่ออกซะที ตายแน๋ /นอนตาย คร่อก

edit @ 23 Jul 2013 20:54:27 by JunE

edit @ 23 Jul 2013 20:58:37 by JunE

Comment

Comment:

Tweet

แง...เค้าชอบอดัมอ่ะจูน
บุรุษปริศนาข้างกองไฟ...คุกที่เมื่อก้าวเข้าไปแล้วรู้สึกเหมือนอยู่ในฝันร้ายของใครสักคน
ฮืออออ ชอบฟิคนี้ /ปีนลังขึ้นไปจับบ่าจูนเขย่าๆ
"ไม่ต่อยข้าหรือ...นี่ จะเหยียบข้าก็ได้นะ" << มามะเค้าไปเหยียบให้ เค้าอาสา เค้าอยากเหยียบ! อดัมน่ารักน่าขยำที่สุดเบยยยย
แอบชอบเรื่องเล็กๆ ที่แทรกมา เช่น น้าโอเว่นนิยมแสงเทียง แสงดาว นวลๆ เล็กๆ แต่ดูอบอุ่น(รวมถึงลึกลับ และเหงาในเวลาเดียวกัน)
ส่วนหนุ่มอดัมชอบกองไฟ น่ากลัว คุกคาม แต่ตรงไปตรงมา
ว่าแต่จ้องกองไฟแบบนั้นระวังตาเสียนะหนุ่ม เก็บลูกกะตาไว้มองน้านานๆ สิ  ; x ;

#3 By GoMuth on 2013-07-25 08:50

เหยดเขร้ววว ทำไมรู้สึกคุกอากาศของเอียรี่ดูไม่น่าเหยียบยังไงไม่รู้อะครับ น่ากลัว
โอเวนโคตรนิ่ง สุดยอดด อยากรู้จังว่าต่อไปโอเวนจะทำอัลไลบ้าง ผมจะตามอ่านต่อไปนะครับ ฮรุฮริ

#2 By [veho on 2013-07-21 12:47

อดัมนายมันเอ็ม.......

/เหลือบมองทิลด้าที่แผ่รังสีทะมึนขับไล่อยู่ข้างหลัง.....

อย่าเพิ่งเสร็จแร้งนะมายพี่ชาย... /ซรับ

#1 By BloodyPena :: Through Ages on 2013-07-21 01:15